เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาต่อจากตอนที่แล้วกันเลยน่ะครับ
4) Title และ Meta Tag ไม่ใช่คำตอบของ SEO
พอพูดถึงเรื่อง SEO ปั้บ หนังสือหรือตำรา SEO โดยส่วนใหญ่ จะให้ความสำคัญกับการการแก้ไข ปรับเปลี่ยน ( optimize ) ทำหน้าเว็บเพจให้ Search Engine Friedly กันซ่ะเป็นส่วนมาก ซึ่งเรื่องพวกนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่อง การใส่ keyword ที่เราต้องการลงไปใน Title , Meta Description, Meta Keyword ในหน้าที่เราต้องการจะทำให้ติดอันดับสูงๆ
แต่ในทางปฏิบัติจริง พอเพื่อนๆเปิดตำราทำตาม ทำการแก้ไข นำ keyword ที่ต้องการ ใส่ใน Title ใส่ใน Meta Tag อย่างเคร่งครัด หลายครั้งหลายหน กลับกลายเป็นว่า อันดับเว็บของเพื่อนๆไม่กระเตื้องขึ้นสักเท่าไหร่เลย มีบางคนโชคร้าย เว็บอันดับกลับตกลงซ่ะอีก เหมือนประชดกันซ่ะอย่างงั้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้น บางคนถึงกับเว็บโดยแบน หายจากสารบบไปเลย search ยังไงก็ไม่เจอ !
เพื่อนๆเคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้มั้ยครับ ?
เมื่อหลายปีที่แล้ว พวก Title หรือ Meta Tag ทั้งหลาย มีความสำคัญมากๆ ในการทำ SEO อาจจะกล่าวว่า เว็บที่ติดหน้าแรกในผลการค้นหา โดยส่วนใหญ่แล้ว จะต้องมี keyword ใน Title หรือ Meta Tag แบบใช้คำตรงกับ keyword ที่ใช้ search กันทั้งนั้น ….
แต่ ณ. สถานการณ์ปัจจุบัน มันไม่ใช่อย่างงั้นซ่ะแล้วครับ !! จากข้อมูลที่ผมพยามยามเก็บดู เว็บที่ติดอันดับในหน้าแรกนั้น มีเพียงแค่ประมาณ 60 % เท่านั้น ที่ใช้ Keyword ใน Title แบบตรงกับ keyword ที่ใช้ search แบบเป๊ะๆ
ใช่ครับ ผมกำลังบอกว่า ความสำคัญของ Title หรือ Meta Tag ในการทำ SEO มันลดน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะใน search engine ที่มีชื่อ Google
ใครก็ตามที่บอกว่า Title Tag เป็น Tag ที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการทำ SEO ถือว่าเอาข้อมูลเก่ามาขาย !! ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วครับว่าเว็บที่ติด top10 จะต้องมี keyword อยู่ใน Title ด้วย
ลองมาดูตัวอย่างกันดูก็ได้ครับ เช่นคำว่า “ web marketing “ ใน Google http://www.google.com/search?q=web+marketing
จาก 10 อันดับ ….. มีเพียงแค่ 6 เว็บเท่านั้น ที่ใช้คำว่า web marketing ใน Title แบบเป๊ะๆ ( 60% พอดี ยกตัวอย่างได้ดีจริงๆ เอิ๊กๆ )
หรือจะเอาตัวอย่างคลาสสิก เช่นคำว่า “ Click Here “
http://www.google.com/search?hl=en&q=click+here
จะเห็นว่า ไม่มีเลยสักก่ะเว็บครับ ที่ใช้คำว่า “ Click Here “ ใน Title
น่าสนใจมั้ยหล่ะครับ ?
อีกเรื่องนีงที่น่าสนใจมากๆ จากข้อมูลที่ผมได้มา นั่นก็คือ Google ไม่ได้ใช้ Meta Keyword และ Meta Description เป็นออกอลิทึ่ม ในการจัดเรียงเว็บไซต์แล้ว กล่าวคือ ไม่ว่าเพื่อนๆจะใส่ Meta Keyword หรือ Meta Description ลงไปยังไง Google มันก็ไม่ได้เก็บเอาไปคำนวณเลยว่า เว็บของเพื่อนๆควรจะอยู่ในอันดับไหน
แต่ Google มันยังอ่าน Meta Tag ทั้งสองอันนี้อยู่น่ะครับ Meta Description จะถูกอ่าน เพื่อนำไปแสดงผลในผลลัพท์ของการ search ส่วน Meta Keyword จะถูกอ่าน เพื่อนำไปวิเคราะห์ว่า เว็บไซต์นั้นเป็นเว็บแสปมหรือไม่ !!
แต่ในส่วนของ Yahoo กับ MSN มันจะต่างจาก Google น่ะครับ Search Engine ทั้งสองตัวนี้ มันยังใช้ Meta Description ก่ะ Meta Keywords ในการจัดเรียงเว็บไซต์อยู่ แต่ทิศทางตั้งแต่อดีต มาจนถึงบัจจุบันนี้ ทั้ง Yahoo และ MSN ให้ความสำคัญกับ Meta Description ก่ะ Meta Keywords น้อยลงอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้สูงเลยหล่ะ ว่าทั้งคู่จะไม่ใช้ Meta Tag ทั้งสองในการจัดเรียงเว็บไซต์เลย เหมือนกับ Google !
รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เดี๋ยวผมจะนำไปเขียนสรุปในเรื่อง On Page Factors ในภายหลังน่ะครับ
5) Rank สูงกว่า ไม่จำเป็นต้องได้ Traffic มากกว่า
สำหรับคนทำ SEO แน่นอนครับ ย่อมอยากให้เว็บของตัวเองมีอันดับสูงๆ ยิ่งอยู่อันดับที่หนึ่งได้ยิ่งดี ! แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายครั้งหลายหน ผมกลับพบว่า เว็บที่มีอันดับสูงกว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องได้ traffic เยอะกว่าน่ะครับ !
แปลกมั้ยหล่ะ ?
ผมไม่ได้พูดขึ้นมามั่วๆน่ะครับ ผมมีข้อมูลเพียงพอ เนื่องจากผมเป็นคนที่ทำเว็บไซต์เยอะมากๆ บางทีมันก็มีลูกฟรุ๊กเหมือนกัน ที่เว็บในอันดับ 1-10 ใน keyword ที่ผมเลือก มันดันเป็นเว็บของผมหมดเลย ( สงสัยไม่มีใครอยากแข่งด้วย อิ อิ ) ซึ่งพอลองเอาหยิบเอา stat ของแต่ล่ะเว็บมาเปรียบเทียบกันดู บ่อยครั้ง ที่ผมพบว่า เว็บที่ได้ traffic เยอะสุดกลับไม่ใช่เว็บที่อยู่อันดับที่ 1
ผมก็เลยลองมานั่งวิเคราะห์หาสาเหตุ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหว่า ?? หลังจากงมโข่งอยู่พักใหญ่ ผมก็พบว่าสาเหตุหลัก ที่ทำให้เว็บที่มีอันดับรองๆลงไปกลับมีคนเข้ามากกว่า มันน่าจะเป็นเพราะว่า มันมี Title หรือ Description ที่เย้ายวนชวนคลิกกว่านั่นเอง !
ดันนั้น ถึงแม้ว่า Meta Description มันจะไม่ได้ถูกใช้เป็นแอลกอริทึ่มในการจัดเรียงเว็บไซต์แล้วก็ตาม แต่มันก็มีสำคัญในการที่จะเพิ่ม CTR ให้กับเว็บของเราน่ะครับ ….. พระไอ้เจ้า Meta Desctiption นี่เอง ที่ Google มันจะดึงเอาเป็น Description ในผลลัพท์ของการค้นหา
เมื่อเพื่อนๆรู้แบบนี้แล้ว แทนที่เราจะเขียน Meta Description ให้ bot อ่าน แบบอัดใส่ keyword ลงไปเยอะๆ แบบที่เคยทำในอดีต เราก็น่าจะหันมาเขียน Meta Description ให้เป็นภาษาสวยงาม อ่านแล้วเข้าใจ อ่านแล้วชวนให้คนคลิก ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าน่ะครับ !
6) Page Rank ที่เห็น อาจจะไม่ใช่ Page Rank ที่แท้จริง และ เว็บ PR สูง ไม่จำเป็นต้องมีอันดับดีกว่า
ผมคิดว่าเพื่อนๆส่วนใหญ่คงจะทราบกันดีอยู่แล้ว คือ ค่า PR ที่เราเห็นๆกันใน Google Toolbar นั้น มันไม่ใช่ค่า PR ที่แท้จริงของเว็บนั้นๆ ค่า PR ที่แท้จริงของ Google นั้นจะมีการ update เปลี่ยนแปลงกันแบบที่อาจจะเรียกได้ว่า ตลอดเวลาเลยหล่ะ แต่ Google จะปิดบังค่าอันนี้เอาไว้ไม่ยอมแสดงออกมาแบบ real time แต่เลือกที่จะแสดงค่า PR ออกมาให้พวกเราได้ทราบกัน ประมาณ 3-4 เดือน ต่อครั้งเท่านั้น เวลา update PR ที ก็เฮกันที บางคนบอกว่า ไม่เฮ มีแต่โฮ update ทีไร มีแต่ตกลงๆ ทุกที …. 5 5 5
สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ อย่าไปซีเรียสกับตัวเลข PR ตรงนี้มากครับ ค่า PR อันนี้ ในอดีตค่อนข้างจะมีความสำคัญมากๆ แต่เดิมทีเว็บที่ติดอันดับสูงๆ ส่วนใหญ่มักจะมี PR สูงกว่าเว็บที่มีอันดับต่ำๆ แต่ ณ.บัจจุบันมันไม่ใช่แบบนั้นแล้วครับ เว็บ PR ต่ำกว่า ก็มีสิทธิ์ที่จะมีอันดับดีกว่า เว็บที่มี PR สูงได้ ผมเห็นอยู่บ่อยๆด้วยซ้ำ ที่เว็บ PR0 สามารถอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาได้ !
สถานการณ์ ณ.บัจจุบัน ดูเหมือนว่า ค่า PR จะมีไว้เพื่อประดับความโก้หรูของเว็บซ่ะมากกว่า แน่นอนหล่ะครับ ยิ่งเว็บมี PR สูง ยิ่งดูไฮโซ ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น มันคงจะดูไม่ค่อยเท่ห์ซ่ะเท่าไหร่ ถ้าเว็บของผมจะขายโฆษณา หรือ ขาย link แต่ดันมี PR แค่ 1 หรือ เว็บให้ข้อมูลเกี่ยวกับ SEO แต่ดันมี PR แค่ 2 ( เว็บอะไรหว่า 5 5 5 )
ยิ่งการปรับ PR รอบล่าสุดที่ผ่านมา ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดมากยิ่งขึ้นครับ เกี่ยวกับสิ่งที่ผมพูดมา เว็บที่การขาย link ขายโฆษณา PR มีค่าตกลงเป็นทิวแถว ผมเองก็มีเว็บในเครือที่โดนลูกหลงอันนี้ไปด้วย PR รูดลงมา 1-3 สเต็บเป็นอย่างน้อย แต่พอผมลองตรวจสอบ stat ของเว็บพวกนี้ดู กลับพบว่า traffic และ อันดับใน keyword ต่างๆ ของพวกเว็บ PR รูดลงพวกนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย
สรุปก็คือ PR เป็นเพียงแถบเขียวๆ ไว้ดูเล่นแก้เหงา ถึงแถบเขียวจะไม่มี หรือ มีแล้วแต่ลดลง ก็ไม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจอะไรมาก ตราบใดที่ traffic เว็บ มันไม่ตกลง หรือ ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับธุรกิจที่ทำอยู่ !
วันนี้เอาเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ ไว้เขียนต่อโอกาสหน้าเมื่อชาติต้องการ
ปล. มี PM เข้ามาถามไถ่อาการของคุณพ่อของผมอยู่หลายคนเลยครับ ต้องขอบคุณมากๆที่เป็นห่วง ตอนนี้คุณพ่อผมออกจากโรงพยาบาลมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านแล้วหล่ะครับ อาการดีขึ้นเป็นลำดับ เดินได้ นั่งได้ เคลื่อนไหวได้เกือบจะเหมือนคนปกติแล้ว แต่ว่ายังพูดไม่ค่อยได้ คงต้องอาศัยเวลา และ การทำกายภาพบำบัด ในการรักษาครับ
ขอบคุณเพื่อนๆอีกครั้งครับ …….
November 27th, 2007
แล่ะแล้วก็มาถึงตอนที่ 4 เข้าเนื้อหาจริงๆของสัมมนากันซ่ะที วันนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่อง SEO หรือที่เพื่อนเรียกกันจนติดปากว่า ” เสียว ” นั่นเอง
อย่างที่บอกไปแล้ว ผมคงจะไม่กล่าวถึงเรื่องพื้นฐานทั่วๆไป แต่ผมจะขออธิบายถึงประเด็นต่างๆในเรื่อง SEO ที่คนส่วนใหญ่มักจะพลาด หรือ เข้าใจผิดกัน โดยผมจะขอบ่นไปเรื่อยๆเป็นข้อๆ ตามสไตน์ที่ผมถนัดน่ะครับ
มาเริ่มกันเลยดีกว่า …….
1) SEO ไม่ใช่แค่หนทางเดียวในการหาทราฟฟิกเข้าเว็บ !
เพื่อนๆ เคยได้ยิด ประโยคทำนองนี้มั้ยครับ ประมาณว่า ” SEO คือ หัวใจสำคัญที่สุดในการหาทราฟฟิกเข้าเว็บ “ หรือ ” ถ้าเว็บไซต์คุณไม่อยู่ในหน้าแรกใน search result ของ search engine แสดงว่า คุณยังไม่มีตัวตนบน Internet “ บ้างมั้ยครับ ?? ถ้าเคยได้ยิน เพื่อนๆมีความคิดเห็นอย่างไรกับประโยคดังกล่าว ??
ในความคิดของผม ถ้าถามผมว่า SEO สำคัญมั้ย ? ผมตอบได้ในทันทีว่า ” สำคัญ “ แต่ถ้าถามผมว่า สำคัญที่สุดถึงขนาดขาดไม่ได้เลยหรือเปล่า ? ผมก็จะตอบกลับในทันทีเหมือนกันว่า ” ไม่สำคัญขนาดนั้น “
จริงๆแล้วถ้าเพื่อนๆสังเกตดูให้ดีๆ พวกเว็บที่ประสบความสำเร็จ และมีทราฟฟิกเยอะๆ ส่วนใหญ่แล้ว เป็นเว็บที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ SEO ซ่ะเท่าไหร่เลย ถ้าเป็นเว็บไทยก็อย่างเช่น pantip.com , sanook.com , manager.com, ฯลฯ ลองไป view source code ของเว็บพวกนี้ดูสิครับ ดูว่าเค้าใส่ meta tag ทั้งหลายรึเปล่า ? มีการวิเคราะห์ keyword เพื่อทำ SEO รึเปล่า ?
ที่จริงแล้วในหัวข้อนี้ สิ่งที่ผมอยากจะบอกเพื่อนๆก็คือ ผมไม่อยากให้เพื่อนๆเน้นการหาทราฟฟิก เข้าเว็บโดยอาศัยการทำ SEO เพียงแต่อย่างเดียว อยากจะให้เพื่อนๆลองคิด และ เรียนรู้ที่จะค้นหาวิธีการสร้างทราฟฟิกโดยอาศัยช่องทางอื่นบ้าง อาทิเช่น การทำ PPC ( Per-Pay-Click ), การทำ Viral Marketing , การลงโฆษณาตามเว็บต่างๆ , การทำ Affiliate Program ( ในกรณีเป็นเว็บ e-commerce ), การทำ Join Venture , ฯลฯ
ผมเองอยู่ในวงการ SEO มานาน ( ทำ SEO มาก่อน Google ตั้งบริษัทซ่ะอีก ) ผมเห็นหายนะของเว็บจำนวนมากมาย ที่ยึดติดกับทราฟฟิกจาก SEO อย่างเดียว เว็บที่เคยติดอันดับหนึ่งอยู่ดีๆ วันนึงตื่นขึ้นมาตอนเช้า เว็บหายไปจากสารบบของ search engine ซ่ะอย่างงั้น จากที่เคยโกยรายได้ถล่มทลายเป็นว่าเล่น เลี้ยงดูลูกน้องเป็นสิบๆคน กลับกลายเป็นรายได้ศูนย์ในชั่วข้ามคืน ซีดแบบไก่ต้มเรียกพี่เลยครับ
ท่องไว้เลยครับ …… ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม จงอย่าเอาสิ่งสำคัญของธุรกิจของเรา ไปขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก ที่เราควบคุมไม่ได้ !
Relying on an outside entity for the majority of your business is likened to a sheep in a lion’s den. You’re going to fall, you just don’t know when.( การนำส่วนสำคัญของธุรกิจ ไปขึ้นกับปัจจัยภายนอก ก็เปรียบเสมือนกับ การนำแกะน้อย ไปอยู่ในทุ่งสิงโต !! คุณกำลังล้มเหลวแน่ๆ เพียงแต่ว่าไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง !!! )
2) คนมีความรู้เรื่อง SEO จริงๆ ไม่มีใครยอมเปิดเผย !!
ลองคิดเอาเองน่ะครับ สมมุติว่าเพื่อนๆไปรู้เทคนิคทาง SEO อันหนึ่งเข้า ประมาณว่าสามารถที่จะดัน keyword เกือบทุก keyword ไปอยู่ในหน้าแรกของ Google ได้ เพื่อนๆจะอย่างไรกับเทคนิคอันนี้ ?
( 1 ) เอาไปโพสท์ในเว็บบอร์ด เพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับคนอื่น เงินทองของนอกกาย แบ่งๆกันไป !
( 2 ) เปิดบริษัทรับทำ SEO การันตีติดอันดับในหน้าแรก
( 3 ) เรียบเรียงเทคนิคให้อยู่ในรูป ebook หรือ VDO เสร็จแล้วเอาออกขายซ่ะเลย !
( 4 ) เรื่องอะไรจะบอกคนอื่น ทำเองกินเองดีกว่า ทั้ง Adsense ทั้ง Affiliate หวานหมูหล่ะทีนี้ !
บอกอย่างไม่อายเลยครับ ผมเองเลือกข้อ 4 แบบไม่ต้องคิดมาก เพราะมันคือหนทางที่ได้เงินแบบเป็นกอบเป็นกำ ที่ง่ายที่สุด แล่ะไม่ต้องปวดหัวมาก แต่ผมอาจจะพิจารณาข้อ 3 ก็ได้ ถ้าที่ผมรู้ว่าเทคนิคที่ผมใช้อยู่ เริ่มถูกใช้ในวงกว้าง และ เริ่มเสื่อมประสิทธิภาพลง !! ประมาณว่า ก่อนที่ผมจะเลิกใช้เทคนิคอันนี้ ผมขอเงินก้อนโต เป็นครั้งสุดท้ายก่อนก็แล้วกัน ….
ส่วนข้อ 1 กับ ข้อ 2 เนี่ย ตัดทิ้งได้เลย ไม่มีอยู่ในหัวเลยครับ !!
เห็นแก่ตัวมั้ยครับ คิดแบบนี้ ??
แต่ผมไม่อยากจะบอกว่า ส่วนใหญ่พวก Guru ทางด้าน Internet Marketing บนเน็ทเนี่ย เค้าทำแบบนี้กันทั้งนั้น ! ไอ้ที่โยนๆหยิบมาขายให้เรา ส่วนใหญ่มันมักจะเป็นซากกระดูกที่พวกเค้ากินเหลือกันมาแล้ว
ดังนั้นให้ระวังให้ดีน่ะครับ เวลาเพื่อนๆรับข้อมูลทางด้าน SEO จากทางเว็บบอร์ด หรือ พวกบทความฟรีทั้งหลาย พวกนี้โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งรู้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรซ่ะเท่าไหร่ แถมที่แสบสุด มันมักจะมีข้อมูลลวง หรือ ข้อมูลที่ผิดๆแทรกอยู่เสมอ
รวมทั้งบทความสัมมนาอันนี้ด้วย ……. อิ อิ
3) Google มีข้อยกเว้นเสมอ
ถ้าเพื่อนๆทำเว็บในปริมาณที่มากพอ เพื่อนๆน่าจะเคยสังเกตเห็นสิ่งแปลก ๆ สิ่งหนึ่งหลุดออกมาจาก Google ให้เห็นเป็นครั้งคราว กล่าวคือ เว็บที่สร้างขึ้นด้วยวิธีเดียวกัน เลือก keyword เดียวกัน โปรโมตด้วยวิธีเดียวกัน แต่กลับมีผลลัพธ์แตกต่างกันแบบคนล่ะเรื่อง เว็บนึงอาจจะรุ่งสุดๆ แต่อีกเว็บกลับโดนแบน แจ้งเกิดไม่ได้ซ่ะอย่างงั้น ……
ผมว่าเพื่อนๆเอง ก็น่าที่จะเคยสังเกตเห็นด้วยตนเองอยู่บ้าง โดยเฉพาะพวกเว็บ keyword ไทย ประมาณว่า เป็นเว็บที่มี keyword density สูงถึง 20% กว่าๆ แต่สามารถติดอันดับหนึ่งในหน้าผลลัพท์ได้ ซึ่งไอ้เว็บอันนี้ ดูยังไงมันเป็นเว็บแสปมแหงมๆ ตูโปรโมตแทบตายไม่ติดอันดับ แต่ไอ้เว็บนี้ใช้เทคนิคแสปมกลับติดอันดับอย่างง่ายดาย น่าแค้นใจจริงๆ
ผมเลยอยากจะเรียกปรากฏการณ์อันนี้ว่า “ ปรากฏการณ์ข้อยกเว้น “ ครับ ซึ่งไอ้ข้อยกเว้นเนี่ย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เว็บมีตั้งมากมายมันก็ต้องมีแหกคอกกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดานิ ดังนั้นผมไม่อยากให้เพื่อนใส่ใจกับไอ้พวกข้อยกเว้น พวกนี้มากนัก สิ่งที่เพื่อนๆควรจะสนใจ คือ “ หลักการหลัก “ ไม่ใช่พวกข้อยกเว้นกระจิ๊กกระจ๊อยพวกนี้
ดังนั้นสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ผมจะพูดถึงหลักการหลัก ที่มันจะ work สำหรับเว็บไซต์ส่วนใหญ่เท่านั้นน่ะครับ แล้วก็จะเน้นไปที่เว็บภาษาอังกฤษเท่านั้น ส่วนเว็บภาษาไทยผมเองไม่ค่อยได้ทำเท่าไหร่ แต่ที่รู้ๆก็คือ เว็บภาษาไทย สามารถใช้เทคนิค spam ทำเว็บติดอันดับได้อย่างง่ายดาย !
หมดแรงพิมพ์แล้วครับ เดี๋ยวต้องออกไปเยี่ยมคุณพ่อด้วย ไว้ต่อสัปดาห์หน้าแล้วกันน่ะครับ
โชคดีทุกคนครับ …….
November 1st, 2007
และแล้วก็มาถึงตอนที่สาม
เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้ เรามาเข้าเรื่องสัมมนาจริงๆกันเลยดีกว่าครับ สัมมนาจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆน่ะครับ ได้แก่
1) ว่ากันด้วยเรื่อง SEO …… หัวใจที่แท้จริงของ SEO แล่ะ เรื่องเบื้องลึกในวงการ SEO ที่ไม่ใครอยากพูด
ส่วนนี้ผมขออนุญาติไม่พูดถึงเรื่องพื้นฐานน่ะครับ เช่น SEO คืออะไร ? มีประโยชน์ยังไง ? Title คืออะไร ? Meta tag คืออะไร ? พวกความรู้พื้นฐานพวกนี้ ผมคิดว่าเพื่อนๆสามารถขนขวายหาอ่านเองได้อยู่แล้ว ไม่อยากจะเอามาเอ่ยซ้ำให้เสียเวลา เพื่อนๆคนไหนที่เป็นมือใหม่ ไม่เคยรู้เรื่อง SEO มาก่อนเลย ผมแน่ะนำให้หาหนังสือมาอ่านเอาเองครับ หนังสือของคนไทยที่เกี่ยวกับเรื่อง SEO จะมีอยู่สองเล่มหลักๆ คือ ของคุณเดย์ ( http://www.taradedu.com/product.detail.php?lang=th&id=712153# ) และ ของคุณจตุพล ( http://www.se-ed.com/eShop/Book/BookDetail.aspx?
No=9789749429969&TypeMCode=BK&ProdMCode=%E0%B8%84%E0%B8%95 )
อย่ามาถามผมครับว่า อ่านเล่มไหนดี เพราะผมจะแน่ะนำให้อ่านทั้งสองเล่มนั่นแหล่ะ เพราะ ผมรู้จักคนเขียนทั้งสองคน เดี๋ยวแน่ะนำของคนนึง แล้ว อีกคนนึงจะน้อยใจ …….
2) Internet Marketing ขั้นพื้นฐาน และ หลักการทำ Adsense ตามตำราพิชัยโซวบักท้ง
ในส่วนนี้จะกลับกันกับส่วนแรก คือผมกล่าวถึง Internet Marketing ขั้นพื้นฐานก่อน อาจจะกล่าวได้ว่า หัวข้อ Internet Marketing อันนี้ คือปัญหาหลักของ webmaster คนไทยเลยก็ว่าได้ ดังจะเห็นได้ว่า หนังสือหนังหาที่เป็นภาษาไทยที่ให้ความรู้เรื่องนี้แทบจะไม่มีอยู่เลย แต่ในการตรงข้าม พวกหนังสือแนวออกแบบเว็บไซต์ เช่น การใช้ Dreamewaver , การใช้ Photoshop , การออกแบบ Flash, ฯลฯ หรือ แม้กระทั้งหนังสือแนวเขียนโปรแกรม เช่น php , asp, MySQL , ฯลฯ มีอยู่เต็มไปหมด เป็นร้อยๆเล่ม ดีไม่ดีอาจถึงพัน ! เลือกอ่านกันลายตาชนิดเอาให้ตายกันไปข้าง !
แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม การทำเว็บไซต์ให้ฮอตฮิต ประสบความสำเร็จ วิชา Internet Marketing มีความสำคัญอย่างมาก ให้ให้เรียงอันดับความสำคัญ ผมขอเลือกวิชา Internet Marketing สำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งเลย ส่วนเรื่องการ Design หรือ การเขียน Program กลับมีความสำคัญรองๆลงไป ……
ที่นี้เมื่ออธิบายเรื่อง Internet Marketing ขั้นพื้นฐานเสร็จ ผมก็จะโยงเอาความรู้ที่เพิ่งได้อันนี้ ไปประยุกต์ใช้กับการทำเว็บ Adsense เพื่อชี้ให้เห็นว่า Adsense ถือเป็นธุรกิจที่มีโมเดลการทำเงินที่น่าเกลียดมากๆ จากนั้น ผมก็จะนำเสนอวิธีการทำเว็บ Adsense ตามแนวทางของผม ซึ่งอาจจะขัดใจเพื่อนๆบางคนไปบ้าง ต้องขออภัยล่วงหน้าตรงนี้เลย !
3) การใช้งาน TWG และ กลเม็ด เคล็ดลับ และ ทริค ต่างๆ
ส่วนนี้ในงานสัมมนาที่โรงแรมมารวย เราจะแน่ะนำการใช้งาน TWG ประมาณว่า มี Feature อะไรบ้าง ? เปลี่ยน Template ทำยังไง ? ต้องเตรียมและกรอกข้อมูลอะไร ? เพราะว่า ผู้ร่วมสัมมนาในตอนนั้นมี TWG ใช้กันทุกคน
แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือ ไม่ใช่ว่าเพื่อนๆทุกคนจะมี TWG ใช้ เพราะว่าเราไม่ได้เปิดรับสมาชิกใหม่มาเป็นเวลานานนนนนนมากแล้ว อย่างที่เพื่อนๆรู้กัน server ที่ใช้ run TWG ในตอนนี้ ถือว่าโหลดสุดๆ พื้นที่เต็มแน่นเอี้ยด ส่งผลให้คนที่ใช้งานอยู่ เจนได้บ้าง ไม่ได้บ้าง …..
แต่ยังไงก็ดี ผมจะหาทางออกให้กับเพื่อนๆทุกคน โดยสมาชิกเดิมจะสามารถใช้ TWG ได้อย่างปกติอีกครั้ง แล้วก็จะเปิดให้สมาชิกใหม่ได้ใช้งานเพิ่มเติมด้วย ! เพื่อนๆสมาชิกใหม่คนไหนที่อยากใช้ TWG ยังไงก็ไปลงทะเบียนทิ้งไว้ก่อนน่ะครับ ลงทะเบียนได้ที่นี่เลย
http://www.thaiwebgenerator.com
สบายใจได้ งานนี้ฟรีครับ ! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น …….
4) แผนงานในการสร้าง 50,000 บาท/เดือน โดย Adsense ( ฉบับปรับปรุง )
ไฮไลค์ของงานสัมมนา จับมาอยู่ตอนท้ายสุด ( เพื่อนๆบางคนบอกผมว่า ไม่อยากฟัง 3 ส่วนหลักด้านบนเลย อยากฟังส่วนนี้ส่วนเดียว เอิ๊กๆ )
หลักๆก็คือ การทำเว็บ 51 เว็บ เสร็จแล้วนำมา link กันเองเพื่อหลอกให้ bot วิ่งเวียนหัวเล่น อธิบายแบบ step by step ตั้งแต่การเลือก market , จดโดเมน เรื่อยไปถึงการโปรโมต
แต่เนื่องจากแผนงานอันนี้มันแก่พอสมควรแล้ว ( ปีกว่าๆ ) ถึงคราวที่จะต้องจับมาปัดฝุ่นปรับปรุงกันใหม่ ผมคงต้องขอเวลาสักหน่อยในการเทสแผนงานฉบับปรับปรุงอันนี้ให้กับเพื่อนๆน่ะครับ งานนี้ยังไม่รู้ว่าหมู่หรือจ่า เหมือนกัน เพราะว่าเทสเสร็จ อาจจะพบว่าแผนงาน 51 เว็บอันนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว !!
เดี๋ยวเทสเสร็จเราค่อยมาว่ากันในส่วนนี้แล้วกัน ……..
อาทิตย์นี้ขอแค่นี้ก่อนแล้วกันน่ะครับ ช่วงนี้ผมเองคงจะเงียบจากบอร์ดไปอีกพักนึง เพราะว่าวุ่นมากๆ วันอังคารที่ผ่านมา ทางบ้านผมเกิดเรื่องใหญ่ คุณพ่อล้มป่วยแบบกระทันหัน เส้นเลือดฝอยในสมองแตก โชคดีมากๆที่นำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา ตอนนี้ปลอดภัยแล้วน่ะครับ แต่ยังคงต้องนอนรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU อยู่
งานนี้เลยต้องหันมาพิจารณาดูตัวเองอีกครั้ง ” นี่เราเอาแต่บ้าทำงาน จนมองข้ามคนรักใกล้ตัว จนเกินไปหรือเปล่า ? ”
เพื่อนๆเอง ก็อย่าให้เหตุการณ์ทำนองเดียวกันกับผมเกิดขึ้นกับตัวเองน่ะครับ พาคุณพ่อ คุณแม่ ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลกันบ่อยๆด้วย โรคพวกนี้ บางทีเราสามารถที่จะป้องกัน หรือ ควบคุมได้ หากเรารู้ตัวแต่เนิ่นๆ
แต่ยังไงก็ตาม ผมจะพยายามเขียนบทความสัมมนาอันนี้ให้ได้อาทิตย์ล่ะตอน ตามที่สัญญากับเพื่อนๆเอาไว้น่ะครับ ……
October 22nd, 2007
มาต่อจากตอนที่แล้วกันเลยครับ ว่ากันด้วยเรื่องที่ผมอยากจะบ่น …….
ข้อที่ห้า
ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า ใช้เวลาเพียง “ 20 นาที ” ของทุกวัน ศึกษาในเรื่องที่คุณสนใจ ภายในเวลาที่สมเหตุสมผล คุณจะกลายเป็น Expert ในเรื่องนั้น
ใช่แล้วครับ เพียงแค่ 20 นาทีต่อวันเท่านั้นเอง !! เพื่อนๆก็สามารถเป็นมืออาชีพในด้านนั้นๆได้แล้ว …. ให้ลองถามตัวเองดูน่ะครับ ว่าเพื่อนๆได้ให้เวลากับตัวเองในการหาความรู้เพิ่มเติม กับสิ่งที่เพื่อนๆสนใจ มากแค่ไหน ? โดยส่วนตัวแล้วผมจะให้เวลาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำธุรกิจ หรือ Internet Marketing วันล่ะประมาณ 2 ชั่วโมง แค่นี้ หนังสือ หรือ เอกสารต่างๆ ก็แทบจะไม่มีที่ให้เก็บแล้วครับ
สละเวลาเพียงแค่วันล่ะ 20 นาทีเท่านั้น ไม่ได้มากได้มายอะไรเลยครับ ตัดเวลาที่ไม่จำเป็นออก ดูหนัง ดูละคร เล่นเกมส์ เล่นเว็บบอร์ด ( อุ อุ ) ฯลฯ เสร็จแล้วเอาเวลามาให้อาหารสมอง เติมความรู้ ในสิ่งที่เพื่อนๆสนใจจะทำดีกว่า ………
ไม่มีการลงทุนอะไร คุ้มค่าไปกว่า การลงทุนกับความรู้อีกแล้วครับ !
ข้อที่หก
เลิกเอาแต่ดู เอาแต่ฟัง เอาแต่อ่าน เอาแต่เรียน !! อยากสำเร็จ ต้องลงมือปฏิบัติ !!
คำถามยอดฮิตติดลมบน ที่ผมมักจะถูกถามอยู่เสมอ ก็คือ ก็คือ ” สนใจอยากจะทำ Adsense อยากจะหาเงินบนเน็ท จะเริ่มต้นยังไง ศึกษาจากที่ไหนดี ?? ” ผมเองก็มักจะตอบแบบไม่ต้องคิดมาก นั่นก็คือ ” ให้ลงมือทำเลย ” ให้ทำไปเรียนรู้ไป ติดขัดตรงไหน เจอปัญหาอะไร ก็พยายามค้นคว้าหาคำตอบ ค่อยๆ แก้ไขปัญหาเป็นจุดๆ เป็นด่านๆไป …..
ถ้าเพื่อนๆจะรอร่ำเรียน จนสำเร็จยุทธ แล้วค่อยลงมือทำ ….. รับรองว่าไม่ทันกินแน่ๆครับ อีกอย่างเพื่อนๆไม่มีทางที่จะสำเร็จยุทธอย่างแน่นอน เพราะวิชาความรู้ โดยเฉพาะทางด้าน Internet Marketing มันร่ำเรียนได้แบบไม่มีวันจบวันสิ้น แถมไอ้ที่ร่ำเรียนไป มันสามารถที่จะตกยุคได้แบบไม่ทันข้ามวันด้วยซ้ำ ! ทิปและเทคนิค ที่สามารถใช้งานได้ดีในวันนี้ ไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่า วันพรุ่งนี้จะยังสามารถใช้การได้ดีอยู่ ….. อยู่ในวงการนี้ ต้องอาศัยการคิดเร็ว ทำเร็วครับ !
ปัญหาอีกอย่างที่ผมเจออยู่บ่อยมากๆ ก็คือ เพื่อนๆให้เวลากับการอ่านเว็บบอร์ดมากเกินไปครับ วันๆเอาแต่นั่งเฝ้าเว็บบอร์ด นั่ง refresh ว่าจะคนโพสท์กระทู้อะไรเด็ดๆ บ้าง จะได้ขอยืม หยิบเอาไอเดีย หรือ เทคนิคไปใช้บ้าง ( แต่ท้ายสุด กลับไม่ได้เอาไปใช้เลย ! ) แต่คนที่ประสบความสำเร็จในวงการนี้ เท่าที่ผมรู้จักโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่เป็นอย่างงั้นเลยครับ เค้ามักจะเป็นผู้คิด ผู้สร้าง ผู้ริเริ่ม ด้วยตัวเองมากกว่า เวลาของเค้ามักจะหมดไปกับการคิด การทดลองปฏิบัติจริง ไม่ใช่มานั่ง refresh กระทู้ รอความหวัง รอความรู้ ที่จะมีผู้ใจดีมาแบ่งปันให้ ถึงบอร์ดเราจะมีคนใจดีอยู่เยอะก็เถอะ แต่ก็อย่าหวังว่าเค้าจะมาหยิบยื่นช่วยเหลือเพื่อนๆอยู่ตลอดเวลาเลยครับ ยังไงซ่ะ ตนนั่นแหล่ะ เป็นที่พึ่งของตน ที่ดีที่สุดแน่นอน ……..
หวังว่าเขียนข้อหกนี้จบ บอร์ดเราคงไม่กลายสภาพ กลายเป็นบอร์ดร้างน่ะ ………
ข้อที่เจ็ด
ไม่ว่าคุณคิดว่า คุณ ” ทำได้ ” หรือ ” ทำไม่ได้ ” คุณคิดถูกเสมอ !
คติพจน์ประจำใจผมเองครับ จำเค้ามาอีกที ไม่ได้คิดเอง แต่จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนเป็นคนเอ่ยขึ้นมา แต่ผมเชื่อแบบนั้นจริงๆครับ คนเรามักจะถูกจำกัดขีดความสามารถ ด้วยกำแพงความคิดของตัวเราเองนั่นแหล่ะ ! ทุบกำแพงอันนั้นทิ้งซ่ะ แล้วระเบิดความสามารถที่แท้จริงออกมา เชื่อผมเถอะครับ เพื่อนๆเก่งกว่าที่ตัวเองคาดเดา มาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอกครับ เพียงแต่ว่าเรายังไม่ได้ทำมัน เท่านั้นเอง
หมดแล้วครับ 7 ข้อที่อยากจะบ่นให้เพื่อนๆฟังก่อนจะเข้าเนื้อหาสัมมนาจริงๆ มีแต่น้ำ ควานหาเนื้อไม่เจอ ……. ไว้สัปดาห์หน้า เราค่อยมาเริ่มกันแบบเนื้อๆ กัน ………
October 14th, 2007
มาหล่ะครับ วันนี้ได้ฤกษ์ซ่ะที ตามที่สัญญากับเพื่อนๆเอาไว้ เรื่องสัมมนาที่ยกเลิกไป แต่จะเอามาเขียนเป็นบทความลงที่บอร์ดแทน …..
บทความจะถูกแบ่งเป็นตอนๆน่ะครับ ผมจะพยายามเขียนให้ได้สัปดาห์ล่ะหนึ่งครั้ง คาดว่าสิ้นปีนี้คงจะจบพอดี ! งานนี้ไม่รู้ว่าคนเขียน กับ คนอ่าน คนไหนจะมีความอดทนมากกว่ากัน
ก่อนจะเริ่มสัมมนา ว่ากันตามแบบฉบับสัมมนาทั่วไป เค้าก็จะมีการแน่ะนำตัววิทยากรกันก่อน แต่ผมคิดว่าเพื่อนๆในบอร์ดส่วนใหญ่คงจะรู้จักผมกันอยู่แล้วอ่ะครับ ดังนั้นคงไม่ต้องแน่ะนำตัวอะไรกันมาก แต่ถ้าเพื่อนคนไหนที่ยังไม่รู้จักผม และ อยากจะรู้จักผมมากกว่านี้ ก็ไปอ่านประวัติที่ Blog ของผมได้เลยครับ ที่นี่
http://www.thainetmarketing.com/?page_id=2
แต่ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาของสัมมนาอย่างจริงจังๆ ผมอยากจะขอบ่นเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆไปก่อนน่ะครับ เหมือนกับตอนที่พูดที่โรงแรมมารวยนั่นแหล่ะ บ่นแบบน้ำๆก่อนเกือบชั่วโมง กว่าจะพูดเข้าเนื้อหาจริงๆ เพื่อนๆหลับไปแล้วครึ่งห้อง เอิ๊ก ๆ
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ อย่างแรกที่ผมจะอยากจะพูดก็คือ ……..
” โซวบักท้ง ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่เซียน ไม่ได้ล่วงรู้ไปซ่ะทุกอย่าง ”
ผมก็คนสามัญธรรมดานี่หล่ะครับ เพียงแต่ว่าอาจจะมีความรู้เกี่ยวกับ Internet Maketing มากกว่าชาวบ้านทั่วไปหน่อย เพราะว่า ศึกษามาก่อนคนอื่นเค้า นับไปนับมา ก็เกือบจะสิบปีแล้วหล่ะครับที่ผมผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการนี้มา แต่นั่นก็ไม่ได้ความว่าผมจะเก่ง แล้ว ก็รู้ไปซ่ะทุกเรื่องน่ะครับ บางทีเจอเพื่อนๆยิงคำถามยากๆมา ใบ้รับประทานเหมือนกัน บางทีถามผมเรื่อง การเขียนโปรแกรม ไอ๊หยา ! บอกตั้งกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ ว่าผมไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ บางทีก็ถามเรื่อง การใช้ software ที่ผมเองไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อมาก่อน ! ประมาณว่าจะทำแบบนั้นแบบนี้ต้องทำยังไง ….. โอ้แม่เจ้า ยังไม่เคยเห็นหน้าตา software เลย แล้วจะให้ตอบได้ยังไง ?
เอาเป็นว่า อย่าคาดหวังอะไรจากผมมากนัก อะไรที่ผมทราบ ผมรู้ ผมยินดีให้จะให้คำตอบ แต่นั่นก็อีกหล่ะ คำตอบจากผม ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นคำตอบสุดท้ายเสมอไป …….
โซวบักท้งก็ผิดเป็นเหมือนกันน่ะครับ !
ตามมาด้วยข้อที่สอง ……..
“ การหาเงินบนเน็ท ต้องใช้ความพยายาม และ ความอดทน เฉกเช่น ธุรกิจทั่วไป “
โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมมองการหาเงินบนเน็ท เป็น การทำธุรกิจอย่างหนึ่งครับ ซึ่งผมเองอยากจะบอกเพื่อนๆว่า ขึ้นชื่อว่า ทำธุรกิจ มันไม่หมูทั้งนั้นหล่ะครับ ธุรกิจมันต้องอาศัยการเอาใจใส่ การดูแล ค้นคว้า และ พัฒนาตลอดเวลา แล่ะ แน่นอนที่สุด มันต้องอาศัยการลงทุนบ้าง ……. อย่าไปคาดหวังอะไรที่ได้มาง่ายๆ หรือ ฟรีๆ ครับ ไอ้ประเภท Easy Money ….. ไม่ต้องทำอะไร จ่ายเงินให้เค้าไป แล้วนั่งรอ นับตังค์ นับกำไร นี่ ให้ระวังเอาไว้ให้ดีครับ ! คนโดยส่วนใหญ่มักจะติดกับความโลภ และ ความอยาก หวังจะรวยแบบง่ายๆ โดยไม่ได้คิดที่จะ ลงทุน ลงแรง ลงเวลา ลงเงิน ลงความรู้ ที่จะใช้ในการพัฒนาธุรกิจแบบจริงๆ ซึ่งถ้าคิดแบบนี้ ก็อย่าไปหวังที่จะรวยแบบง่ายๆเลยครับ หวังให้ จนแบบง่ายๆ น่าจะมีลุ้นกว่า !!
อยากให้ธุรกิจเติบโต อยากหาเงินให้ได้เยอะๆ ไม่ต้องไปค้นหาสูตรสำเร็จ หรือ หาผู้วิเศษที่ไหนมาช่วยหรอกครับ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับ หนึ่งสมอง และ สองมือ ของเพื่อนๆเอง ทั้งนั้นแหล่ะ!
ข้อที่สาม
ไม่มี “ โอกาสธุรกิจ “ ไหนที่ยอดเยี่ยมและวิเศษไปกว่าโอกาสธุรกิจบนอินเทอร์เน็ทอีกแล้ว
ถ้ามีโจทย์ให้ผมคิด ให้บอกว่ามีช่องทางไหน หรือ มีโอกาสธุรกิจอันไหน ที่ยอดเยี่ยม และ เจ๋งกว่า โอกาสธุรกิจบนอินเทอร์เน็ท ?? ให้บอกตามตรง คิดไม่ออกจริงๆครับ จะมีธุรกิจอันไหนอีก ที่ลงทุนต่ำมากๆ ( บางคนบอกว่า ไม่ต้องลงทุนเลย ) แต่สามารถที่จะสามารถเข้าถึงตลาดได้รอบโลก แบบไม่มีวันหยุดราชการ !
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเศรษฐีเกิดใหม่ในวงการ Internet มากมายจนนับจำนวนไม่ไหว เราคงไม่ต้องมายกตัวอย่าง แบบเจ้าของ Amazon , Ebay หรือ Google กันอีก ยกกันมาจนเบื่อ ……… อยากจะยกตัวอย่างเว็บของเพื่อนฝรั่งของผมคนนึง เสียดายจำชื่อเว็บไม่ได้ เดี๋ยวถ้านึกออกจะมาบอกทีหลังน่ะครับ เป็นเว็บเกี่ยวกับเรื่องโจ๊ก รวบรวมเรื่องตลกจากทั่วโลก โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกได้ submit เรื่องตลกเข้ามา ……. ฟังดูเหมือนจะเป็นเว็บพื้นๆ ไม่มีอะไรน่ะครับ แต่ไอ้เว็บตัวนี้ มันมีบริการ Newsletter “ Joke of The Day “ คือมันจะส่งเรื่องตลกให้สมาชิกทาง e-mail วันล่ะฉบับ คัดแต่มุขเด็ดๆ ส่งไปให้ ให้ได้ยิ้มกันทุกวันเลย โดยเก็บค่าบริการอยู่ที่เดือนล่ะ $1 !! ถูกเหมือนกับเศษเงินของฝรั่งเค้า
แค่สำหรับเพื่อนผมคนนี้ มันต้องบอกว่าไม่ใช่เศษเงินแน่นอน เพราะว่า มันมีสมาชิกที่ยอมจ่ายเงินเดือนล่ะ $1 อยู่นี้ อยู่เกือบ 50,000 คน …….. ใช่ครับ ฟันเดือนล่ะ $50,000 เหนาะๆ คิดเป็นเงินไทยเท่าไหร่ไม่รู้ ต้องไปกดเครื่องคิดเลขกันเอง …….. แถมนี่เป็นรายได้เมื่อหลายปีที่แล้วด้วยครับ ตอนนี้ไม่รู้ว่ามันรับสมาชิกทะลุแสนคนไปรึยัง ?
อันนี้ถือเป็นตัวอย่างเล็กๆมาเล่าให้ฟังครับ ที่จริงยังมีตัวอย่างอีกเยอะมากๆ แต่ถ้าให้มานั่งพิมพ์กันแบบนี้คงจะไม่ไหว ไว้มีโอกาสได้นั่งคุยกัน แล้วค่อยทยอยเล่าให้ฟังน่าจะดีกว่าครับ
แต่ยืนยันได้ ……. ไม่มี “ โอกาสธุรกิจ “ ไหนที่ยอดเยี่ยมและวิเศษไปกว่าโอกาสธุรกิจบนอินเทอร์เน็ทอีกแล้ว ฟังธง !!
ข้อที่สี่
บนอินเทอร์เน็ท ใครคือคนที่คุณกำลังฟัง หรือ กำลังอ่านอยู่ ?? อย่าเชื่อใครง่ายๆ ( รวมทั้งผมด้วย )
เนื่องจากว่า มันเป็นสื่ออินเทอร์เน็ท มันจึงเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน ที่จะปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตัว หลอกลวง ปั้นเรื่องหลอกชาวบ้านเค้า …… ดังนั้น บนอินเทอร์เน็ทเนี่ย อย่าเพิ่งไปเชื่ออะไรง่ายๆครับ รับรู้อะไรมา ก็ลองมานั่งคิด นั่งวิเคราะห์ดูก่อน ว่ามันมีเหตุมีผลพอที่จะเชื่อถือได้มั้ย ??
อย่าไปหลงกับภาพลวง ชื่อเสียงจอมปลอม ที่มีคนอ้างตัวเป็นกูรู หยิบเอาเช็ค เอา stat ต่างๆมาโชว์ ว่าตนทำรายได้เท่านั้นเท่านี้ เจตนาก็เพื่อ สร้างแรงจูงใจ ผสมความโลภ ให้กับคนที่เข้าดูเข้ามาอ่าน จะได้ขาย e-book ขาย software ฯลฯ บอกวิธี ที่จะทำให้รวยแบบเค้า ! จะว่าไปแล้ว ดูไม่ต่างจากคนที่ตั้งตัวเป็นอาจารย์ นั่งขายซองหวย อยู่แถวป้ายรถเมล์ซ่ะเท่าไหร่ ไม่รู้สมัยนี้ยังมีมั้ย สมัยที่ผมยังโหนรถเมล์ไปเรียน ผมเคยไปยืนดูอาจารย์ แกคำนวณให้ดูอยู่พักใหญ่ หยิบไอ้นั้น บวกไอ้นี่ ลบไอ้นั่น ได้เลขนี้พอดี แม่นอย่างก่ะตาเห็น แต่ทำมั้ย ทำไม อาจารย์แกไม่ไปซื้อซ่ะเอง ไม่ต้องมานั่งร้อน ขายซองหวยอยู่ตรงนี้ ?
แต่ผมไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่ขาย e-book ขาย software จะเป็นพวกหลอกลวงซ่ะหมดน่ะครับ แน่นอนครับจะต้องมีพวกของจริง เป็นเพชรในโคลนตม อย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ว่า ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ ตัดสินใจจะรับเอาข้อมูล มาปฏิบัติในธุรกิจจริงของเรา อยากจะให้พินิจพิเคราะห์ด้วยสติปัญญาเสียก่อน ไม่ใช่ ด้วยความโลภ ความอยาก หรือ อารมณ์ !!

วันนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ ……. หมดแรงพิมพ์แล้ว สัปดาห์หน้าค่อยว่ากันใหม่ครับ
โชคดีทุกคนครับ ………
October 9th, 2007
ทำ Adword ……. ต้องซีเรียสครับ ต้องมองมันเป็นธุรกิจจริงๆ เพราะเราต้องลงทุนค่อนข้างสูงในการทำ โอกาสขาดทุนมันมีเยอะ ถ้าไม่ control ให้ดี
ทำเล่นๆแบบมือสมัครเล่น มีโอกาสเครียดสูงครับ !
เคล็ดลับ ที่ไม่ลับ อยู่ที่การสร้าง List ครับ
อย่าส่ง Traffic ที่หาได้มา ไปยัง Affiliate Program ตรงๆ
ให้ส่ง Traffic ที่บิดได้มา มาที่เว็บเราก่อนเพื่อเก็บ e-mail สร้าง mailing list ของเราเองขึ้นมา แล้วค่อยๆทำ marketing กับ mailing list ที่เรามี เป็นขั้นตอนต่อไป
ใครก็ตามที่บอกว่า ทำ Adword ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ ถือเป็นการเข้าใจ แบบ มากๆๆๆๆ ครับ
ถ้าเพื่อน Bid Keyword มา แล้วส่ง Traffic ไปที่ Affiliate Program ตรงๆเลย …… แต่ถ้าเกิดว่าไม่เกิดการซื้อขายขึ้นมา ก็เท่ากับว่าเพื่อนๆโยนเงินทิ้งไปฟรีๆน่ะครับ
แต่ถ้าเพื่อนๆสามารถเก็บ e-mail ได้ ……… ถึงแม้จะยังไม่เกิดการซื้อขาย เพื่อนๆก็ยังสามารถที่จะยิง e-mail ไปยัง list ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อสร้างโอกาสในการขายอีกนับไม่ถ้วน
แต่อย่างไรก็ดี การทำ Adword แบบ e-mail marketing ลักษณะนี้ จำเป็นจะต้องมีการพัฒนา content ที่มีประโยชน์ต่อ สมาชิกใน mailing list ด้วยอ่ะครับ …… ถ้าจ้องจะขายของแต่อย่างเดียว สมาชิกใน mailing list เค้าจะหนีกันไปหมด
Process จะมีประมาณนี้ครับ ……..
1) Bid Keyword
2) ส่ง Traffic ไปที่ Mailing List Form ( อาจจะใช้ของแจกฟรีเข้าล่อด้วย )
3) เมื่อ user กรอก mailing list เสร็จ ค่อย redirect Traffic ไปยัง Affiliate Program ที่เลือก หรือ redirect ไปยังเว็บเพจที่เราทำขึ้นเอง เพื่อเขียนเชียร์สินค้า
4) ส่งของแจกฟรี ให้สมาชิก นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์
5) ส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์อีกครั้ง
6) เสนอสินค้า อาจจะเป็นตัวเดิม หรือ ตัวใหม่ก็ได้
จากนั้น ทำ 4-5-6 ซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ เพื่อสร้างโอกาสในการขายซ้ำแล้วซ้ำอีก !!
คนไหนที่ขี้เกียจหน่อย ก็อาจจะใช้ระบบ auto response + follow up e-mail เข้ามาทำงานในส่วนนี้แทนอ่ะครับ
พัฒนา content จากนั้น setup ระบบ auto e-mail ทีเดียวเลย
ฟังดูยุ่งยากใช่มั้ยหล่ะครับ ?? เพื่อนๆบางคนบอกว่า ถ้าจะทำแบบนี้ ทำ Adsense ง่ายกว่าตั้งเยอะ !
แต่จริงๆแล้ว คนที่ทำ adword แบบเป็นอาชีพ แบบที่ผมอธิบายข้างต้น สามารถทำเงินได้มากกว่า adsense น่ะครับ เพราะเค้าสามารถทำเงินซ้ำแล้วซ้ำอีกจาก traffic ที่ได้มา
แต่เว็บที่เน้น adsense ( เน้นให้คนคลิก ad ) …… มันคือการทำเงินครั้งเดียวจาก traffic ที่ได้มา คลิกแล้วจบไปเลย !!
ถ้ามองในมุมมองของการทำธุรกิจแล้ว …….. การทำ adword ดูจะเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงกว่ามากๆ เพราะเรามีรายชื่อของลูกค้า หรือ กลุ่มคนที่มีความสนใจเดียวกันอยู่ในมือ …….. ถ้าทำ marketing ดีๆ นานวันธุรกิจก็จะยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเป็น adsense …… จะทำให้ธุรกิจเติบโตยังไงครับ นอกจากจะต้องเพิ่มเว็บขึ้นมาเรื่อยๆ ?? …….. สมมุติว่าถ้าอยู่ดีๆ search engine เปลี่ยนแอลกอลิทึ่มขึ้นมา….. เว็บที่ทำๆอยู่ หายไปหมดในวันเดียวซ่ะอย่างงั้น !!
มันจะกลายเป็นว่าเรา เหลือแต่กางเกงในตัวเดียวอ่ะคับ !!
แต่ถ้าเราทำทำ adword แบบเก็บ e-mail ที่ผมอธิบาย …….. ถึงเว็บจะหายไป เราก็ยังมี asset ที่เป็น e-mail อยู่ดีอ่ะคับ ไม่เดือดร้อนอะไรมาก …..
แค่เหงื่อแตกเล็กๆ …….
October 7th, 2007
หลังจากเปิดเว็บบอร์ดมาได้ปีกว่าๆ ผมรู้สึกได้เลยครับ ว่าเพื่อนๆส่วนใหญ่ จะยึดติดกับ Adsense มากเกินไป !
แท้จริงแล้ว เบื้องหลัง และ เบื่องลึกของ ธุรกิจของเราจริงๆแล้ว คือ ” Traffic ” น่ะครับ
เรากำลังสร้างเว็บ เพื่อสร้าง Traffic ขึ้นมา โดยมีโจทย์อยู่ที่ว่า เราจะส่ง Traffic ที่เราสร้างขึ้นมาอันนี้ ไปไว้ที่ไหน ที่ทำให้เราเกิดรายได้สูงสุด ??
ตอนนี้ คนส่วนใหญ่เลือก Adsense เพราะว่ามันเป็นตัวเลือกที่ง่าย ไม่ต้องคิดมาก แค่คนมาคลิกก็ได้ตังค์ …….
แต่ตัวเลือกที่ง่าย อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อนๆก็ได้น่ะครับ !!
แต่ในความจริงแล้ว เรายังมีลู่ทางอีกมากมาย ที่เราจะหากินกับ Traffic ที่เราสร้างขึ้นมา ………
อาจจะเป็น affiliate program พวก clickbank หรือ cj
อาจจะเป็น พวก Pay-Per-Lead
อาจจะเขียน ebook ขึ้นมาขาย
อาจจะพัฒนา หรือ ติดต่อ สินค้ามาขาย เหมือนกับเพื่อนๆหลายคนทำที่ ebay
อาจจะแบ่งพื้นที่บนเว็บ ขึ้นมาขายโฆษณาเองเลย
อาจจะทำ MLM !!!
และอื่นๆอีกมากมาย …… สุดแล้วแต่ไอเดียของแต่ล่ะคน
เรื่องการสร้าง Traffic เองก็เหมือนกันครับ …….. มันมีอะไรที่มากไปกว่า เรื่อง SEO หรือ การทำ PPC แบบ Adword มากมายน่ะครับ
อาจจะเป็นการทำ viral marketing
การทำ mail marketing
การทำ affiliate program ของตัวเอง
การทำ join venture
การทำโฆษณาแบบอื่นๆ
ฯลฯ
ลองคิดดูให้ไกลๆครับ มันมีอะไรมากมายไปกว่า Adsense เยอะแยะเลยครับ บนอินเทอร์เน็ทเนี่ย
ถ้าเพื่อนๆจำกัดตัวเองไว้แค่ Adsense ….. เพื่อนๆก็จะหยุดอยู่แค่ Adsense
แต่ถ้าเพื่อนๆมองสิ่งที่ตัวเองทำอยู่เป็น ” ธุรกิจ ” ….. เพื่อนจะเห็นลู่ทางของ ” ธุรกิจ ” อีกมากมายนับไม่ถ้วน บน “โลกเสมือน” ที่ไม่มีขีดจำกัด ที่เราเรียกกันว่า อินเทอร์เน็ท อันนี้ ……….
October 4th, 2007
มาลองพูดเรื่อง MLM กันซ่ะหน่อย แต่ขอบอกก่อนตั้งแต่เริ่มเลยน่ะครับ ผมไม่ได้จะมาชวนเพื่อนๆ ทำ MLM กับผมหรอกน่ะครับ เดี๋ยวจะวิ่งหนีไป ไม่ยอมอ่านบทความนี้ให้จบก่อน …….
แค่อยากจะลองเสนอเทคนิคในการทำธุรกิจแนวนี้บ้าง ……
คือ ส่วนตัวผมแล้ว ผมเองก็แอบมีเว็บที่เป็น MLM อยู่น่ะครับ ถึงรายได้ถึงจะไม่มากไม่มาย แต่ก็เรียกได้ว่าไม่น้อยเลยหล่ะ เลี้ยงดูกิ๊ก ได้หนึ่งคนสบายๆ
แบบว่าทำเว็บเสร็จแล้ว ก็ทิ้งไปเลย ไม่ได้ดูแล ไม่ได้ใส่ใจ แต่ก็คงยังมีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ
ดังนั้นถ้ามีคนมาบอกว่า MLM เป็นธุรกิจขายฝัน ไม่มีวันได้เงิน ผมคงต้องขอเถียงซ่ะหน่อยว่า ” ไม่จริง ”
คนทำ MLM บนเน็ทส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจาก ทำ MLM Marketing กันผิดหลักอ่ะคับ โดยส่วนใหญ่แล้ว จะตะบี้ตะบันหา downline กันอย่างเดียว โดยมองข้ามหัวใจสำคัญที่สุดของการทำ MLM Marketing …..
นั่นก็คือ ………
” การให้ความรู้แก่ downline ให้เค้าสามารถหา downline ได้เอง และ ให้ทำให้เค้าสามารถส่งมอบความรู้แก่ downline ที่เค้าหามาได้ ให้สามารถออกไปหา downline ต่อได้เองอีก ”
ฟังแล้วงงมั้ยครับ ??
ยกตัวอย่างเช่น ผมรับคุณเอกมาเป็น downline ของผม โดยผมจะสอนให้คุณเอกสามารถหาสมาชิกให้ได้ 3 คน …… และ บอกให้คุณเอก ไปสอนวิธีที่ผมสอนให้อันนี้ กับสมาชิก 3 คนที่คุณเอกหามาได้ ……
ถ้าทุกคน ที่อยู่ในทีมของผม สามารถทำตามแผนของผมได้ คือ ทุกคนสามารถหาสมาชิกได้ 3 คนเหมือนกันหมด …..
ทีมของผมจะขยายขนาดได้แบบไม่มีขีดจำกัดเลยครับ
จาก 1 กลายเป็น 3
จาก 3 กลายเป็น 9
จาก 9 กลายเป็น 27
จาก 27 กลายเป็น 81
จาก 81 กลายเป็น 243
จาก 243 กลายเป็น 729
จาก 729 กลายเป็น 2187
จะสังเกตุได้ว่า ผมทำงานเหนื่อยเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือการสอนคุณเอก จนเข้าใจถึงหลักการวิธีการหาสมาชิก และ make sure ว่า คุณเอกจะสามารถ นำไปสอนต่อคนอื่นได้ ….
ทีนี้เพื่อนๆคงถามว่า จะมั่นใจได้ไง ว่า downline ทุกคน จะสามารถทำตามแผนได้ และ นำไปสอนต่อๆกัน เป็นลูกโซ่ได้ ??
โชคดีจริงๆครับ ที่ตอนนี้เรามีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ท เราสามารถที่จะทำสื่อการสอนแบบ e-learning ได้ …… หรือ อาจจะทำเป็น ebook ให้ downline ในทีมของเราทุกคนได้โหลดไปอ่าน และ ทำตามกันไปเรื่อยๆ ได้ …..
พอจะเห็น concept กันบ้างมั้ยครับ ??
ถ้าเรามัวตะบี้ตะบันหาสมาชิก หา downline ด้วยตัวเองอย่างเดียว โดยไม่ได้ใส่ใจว่าdownline ที่เข้ามาเป็นสมาชิก ว่าจะกำไรหรือขาดทุนอย่างไร ไม่สนใจว่าเค้าจะหา downline ต่อได้หรือไม่ ……. ท้ายสุด downline ก็จะท้อใจ ขาดทุน และเลิกเป็นสมาชิกกับเราที่สุด ……..
ถ้าเรานั่งหาสมาชิกด้วยตัวคนเดียวแบบนี้ เราอาจหาสมาชิกได้เองวันล่ะ 3 คน …….แต่ในทางตรงกันข้าม ก็จะมี downline เลิกเป็นสมาชิกกับเราวันล่ะ 3 คนเช่นกัน …..
ทำให้ตาย ….. ทีมก็ไม่โตครับ……..
ลองเก็บไปคิดดูก็แล้วกันครับ ……….
October 1st, 2007
ชายหนุ่มคนหนึ่งต้องการทราบว่าใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงสามารถเดินทางขึ้นเขาลูกใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า จึงหันไปถามคุณยายที่นั่งซักผ้าอยู่ที่ตีนเขา
ชายหนุ่ม : ยาย… ยายว่าเดินจากที่นี่ไปถึงยอดเขาต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ?
คุณยาย : เงียบ…ไม่ตอบ
ชายหนุ่ม : ถามคุณยายด้วยคำถามเดิม แต่ด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น
คุณยาย : คุณยายหันมามองแต่ก็เงียบ … และยังคงไม่ตอบอยู่เหมือนเดิม
ชายหนุ่ม : เริ่มมีอาการหงุดหงิด และตะโกนถามยายด้วยประโยคเดิมอีกครั้ง คุณยายก็ยังไม่ตอบคำถามชายหนุ่มเช่นเดิม ชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกว่า คุณยายอาจจะหูตึง หรือ หูหนวกเป็นใบ้ก็ได้ จึงตัดสินใจออกเดินทางขึ้นเขาต่อไป
ทันทีที่ชายหนุ่มหันหลัง เพื่อจะเดินขึ้นเขา คุณยายตะโกนออกมาว่า
คุณยาย : ใช้เวลา 6 วันจ้า…ไอ้หนุ่ม
ชายหนุ่ม : หันหลังกลับไปถามคุณยายทันที ” แล้วเมื่อกี้นี้ตะโกนถามอยู่ตั้งหลายครั้ง ทำไมยายไม่ยอมตอบหล่ะ ”
คุณยาย : ก็ยังไม่รู้นี่หว่า … ว่าเอ็งจะออกเดินทางเมื่อไหร่ ??
===================
อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว พอจะสะกิดใจอะไรบ้างมั้ยครับ ??
นับตั้งแต่ ThaiSEOBoard เปิดตัวมา ก็ปีกว่าๆแล้วครับ …. ในช่วงแรกๆ ผมได้ PM ถามปัญหาทำนองว่า ” กำไรเดือนล่ะห้าหมื่นบาทเนี่ย ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ?? ” อยู่บ่อยครั้ง
ผมมักจะตอบกลับไปว่า ” มันตอบไม่ได้….. มันขึ้นอยู่กับตัวของเพื่อนๆเองมากกว่า ”
เวลาล่วงผ่านไปมาถึงตอนนี้….. ผมอยากจะถามกลับไปยัง คนที่เคยถามคำถามอันนี้กับผม ว่า …. ถึงตอนนี้เพื่อนๆ ” เริ่ม ” แล้วรึยังครับ ??
—– ความสำเร็จ เริ่มจากก้าวแรกเสมอ —–
September 24th, 2007
พอดีแวะไปร้านหนังสืออ่ะครับ เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้ หน้าปกสะดุดตาผมเป็นพิเศษ ( แหงหล่ะ เล่นเอาโลโก้ Google มาเป็นหน้าปก ) เลยซื้อติดกลับบ้านมาอ่านเล่นดู …..
ปรากฎว่าอ่านแล้วติดหนึบ วางไม่ลงครับ สนุกดีจริงๆ มันเป็นเรื่องราวประวัติของ Google อ่ะครับ เริ่มตั้งแต่ สองหนุ่มอัจฉริยะ เซอร์เกย์ บริน และ ลาร์รี เพจ มาเจอกันและร่วมกัน พัฒนาเทคโนโลยีการค้นหาบนเว็บ ซึ่งตอนแรกๆนั้น กระเป๋าแห้งไม่มีตังค์ และไม่มีนักลงทุนคนไหนสนใจจะร่วมลงทุนเลย จนกระทั่ง ได้รับเงินลงทุนกว่า 50 ล้านเหรียญจากนักลงทุนใจกล้า และผลักดันจนเข้าตลาดหุ้นในที่สุด และ กลายเป็นบริษัท ที่มีหลักทรัพย์มากกว่าบริษัท ” เจนเนอรัล มอเตอร์ ” และ ” ฟอร์ด ” รวมกัน บัจจุบัน หาญกล้าถึงขั้นประกาศท้ารบ กับบริษัทยักษ์ใหญ่เช่น Microsoft !
อ่านแล้วทำให้เราได้ทราบแนวคิดของ Google หลายๆอย่างครับ ในหนังสือมีกล่าวถึง เรื่องน่าสนใจหลายๆเรื่อง เช่น เรื่องเทคโนโลยี Pagerank , การจัดการองค์กร , เรื่องการโกงคลิก , ประเด็นกฎหมาย เช่น privacy , copyright, ทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ
สำหรับพวกเราที่ทำธุรกิจกับ Google อยู่ ถือเป็นหนังสือเล่มนึง ที่ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ ……
เพื่อนๆสามารถ อ่านบทตัวอย่างได้ที่ link ข้างล่างนี้เลยครับ
http://www.praphansarn.com/book/html/view.php?id=745
September 18th, 2007
Previous Posts